เคราติน คือโปรตีนชนิดหนึ่งที่พบในร่างกายของมนุษย์และสัตว์ โดยเฉพาะในเส้นผม เล็บ และผิวหนัง มันเป็นโปรตีนที่มีความแข็งแรงและทนทาน ทำให้สามารถปกป้องและเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น เส้นผมที่มีความยืดหยุ่นและทนทานต่อการถูกทำลายจากสิ่งแวดล้อม เช่น แสงแดดและมลภาวะ ในวงการความงาม เคราตินมักถูกใช้ในผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม เช่น การทำทรีทเมนต์เคราตินเพื่อช่วยให้เส้นผมเรียบลื่น และลดการชี้ฟูของเส้นผม นอกจากนี้ยังใช้ในการทำ “ทรีทเมนต์เคราติน” ที่ช่วยปรับสภาพเส้นผมให้ดูสุขภาพดีและเงางามมากขึ้นได้อีกด้วย
ข้อดีของการใช้เคราติน
- เส้นผมเรียบลื่นและเงางาม: เคราตินช่วยเติมเต็มโปรตีนในเส้นผมที่ขาดหายไป ทำให้เส้นผมดูเงางามและสุขภาพดีขึ้น
- ลดการชี้ฟู: สำหรับคนที่มีผมชี้ฟูหรือหยักศก การทำทรีทเมนต์เคราตินช่วยทำให้ผมเรียบและจัดทรงง่ายขึ้น
- ปกป้องเส้นผมจากความร้อนและมลภาวะ: เคราตินสามารถช่วยปกป้องเส้นผมจากความร้อนจากเครื่องหนีบผมหรือการเป่าผม รวมถึงปกป้องจากมลภาวะต่างๆ ที่ทำให้ผมแห้งเสีย
- เส้นผมแข็งแรงขึ้น: การเติมโปรตีนเคราตินช่วยทำให้เส้นผมแข็งแรงขึ้น ลดการแตกปลายของเส้นผม
- ผลลัพธ์ยาวนาน: ทรีทเมนต์เคราตินมักจะอยู่ได้นานหลายสัปดาห์ (โดยประมาณ 2-3 เดือน) ขึ้นอยู่กับการดูแลเส้นผมหลังทำ
ข้อเสียของการใช้เคราติน
- ราคาแพง: ทรีทเมนต์เคราตินที่ทำในร้านมักมีราคาแพง และต้องทำใหม่ทุกๆ 2-3 เดือน
- ใช้สารเคมีบางชนิด: ทรีทเมนต์บางชนิดอาจมีสารเคมี เช่น ฟอร์มัลดีไฮด์ (formaldehyde) ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพในระยะยาวหรือในกรณีที่มีการสัมผัสโดยตรง
- การบำรุงรักษา: หลังจากทำทรีทเมนต์เคราตินแล้ว ต้องหลีกเลี่ยงการใช้แชมพูที่มีซัลเฟต (Sulfate) เพราะจะทำให้ผลลัพธ์หายไปเร็วขึ้น
- ไม่เหมาะกับทุกคน: คนที่มีผมบางหรือผมเสียมากเกินไปอาจต้องระวัง เนื่องจากการใช้เคราตินในบางกรณีอาจทำให้ผมแห้งกรอบหรือเสี่ยงต่อการแตกหักได้
- ความคงทนไม่ถาวร: ผลลัพธ์จากการทำทรีทเมนต์เคราตินจะค่อยๆ หายไปตามเวลาผ่านไป ซึ่งต้องทำใหม่เรื่อยๆ หากต้องการผลลัพธ์ที่ต่อเนื่อง
ควรเลือกใช้ทรีทเมนต์เคราตินจากร้านที่เชี่ยวชาญและมั่นใจในคุณภาพ หลังการทำทรีทเมนต์ ควรบำรุงเส้นผมด้วยแชมพูและครีมนวดที่ไม่ใช้สารซัลเฟตเพื่อรักษาผลลัพธ์ให้นานขึ้น






